คำสอนของ หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท และ หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

คำสอนของ หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท และ หลวงปู่ดูลย์ อตุโล ทั้งสององค์ ล้วนชี้ไปที่…
การเข้าใจจิต และ การวางจิต

1. “จิต…วางจิต” — หลวงปู่เจี๊ยะ
• เป็นคำสอนที่ ตรงและเรียบง่าย ตามแบบฉบับของท่าน
• เน้นให้เห็นว่า จิตเองเป็นทั้งผู้ปรุง และเป็นสิ่งที่ต้องถูกปล่อยวาง
• “วางจิต” คือ ไม่แบก ไม่ยึด ไม่เข้าไปถือมั่น แม้แต่ในจิตผู้รู้นั้นเอง
• เป็นการสอนให้ฝึก สติรู้ทันจิต แล้ว ไม่เข้าไปแทรก ไม่ปรุงแต่ง
• คล้ายการ คืนจิตให้จิตเอง โดยไม่ให้ “เรา” เข้าไปแทรกแซง

เป็นการ “ไม่ทำอะไรกับจิต” — คือ วาง แม้แต่ผู้วางก็ไม่มี

2. “จิต…เห็นจิต แล้ววาง” — หลวงปู่ดูลย์
• ท่านเน้นว่า “จิตรู้” กับ “จิตปรุง” เป็นคนละส่วน
• “จิตเห็นจิต” คือ จิตที่รู้ทันความคิด ความรู้สึก การปรุงแต่งของจิต
• เมื่อเห็นแล้ว จึง “วาง” คือ ไม่ยึดในสิ่งที่รู้ ไม่ยึดในผู้รู้
• “พบผู้รู้ ให้ทำลายผู้รู้” คือ แม้แต่จิตที่เห็นจิต ก็ยังไม่ใช่ของแท้ ต้องวางมันด้วย
• ท่านมักสอนด้วยแนวทางลึกแบบ ปริจเฉท (แยกแยะจิต) จนเห็นว่าทุกสิ่งเป็นของรู้ เป็นสังขาร(ที่ปรุงแต่งขึ้น)

จิตรู้ที่แท้ คือจิตที่ ไม่เข้าไปเป็นอะไรเลย

สรุป:

ทั้งสององค์ชี้ไปที่ “อัตตาในจิต” ซึ่งเป็นเครื่องพันธนาการสำคัญที่สุด
หลวงปู่เจี๊ยะ สอนแบบ ตัดตรงทันที
หลวงปู่ดูลย์ สอนแบบ ให้เห็นชัดทุกขั้นตอน แล้วค่อยวางแม้ผู้เห็นก็ไม่ให้ยึดติด
สุดท้าย ทั้งคู่ชี้ไปที่ ความว่างจากความยึด เหมือนกัน — เพียงใช้ภาษาและแนวทางต่างกันตามภูมิปัญญาเฉพาะตัว

“คว่ำวัฏจักร
เมื่อปฏิบัติ “อริยมรรค” เกิดแล้ว
หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท ได้ส่อง”วิปัสสนาปัญญา” ดังนี้

“จิต ปล่อยจิต
เป็นธรรมอันเดียว เป็นธาตุที่บริสุทธิ์
เป็นมหัศจรรย์ ยิ่งกว่าความมหัศจรรย์
ทางสมาธิปัญญาใด ที่เคยผ่านมา

พอจิตวาง…ปั๊บ
ฮุกหมัดเด็ด คือวิปัสสนาญาณ เข้าปลายคาง ธรรมชาติอันนี้หยั่งลึกเกินอธิบาย เป็นอจินไตย

ตามดูลมหายใจไปด้วย
ผ่อนลงไป…ผ่อนลงไป…ทีแรกมันอยู่ตรงนี้
พออยู่ตรงนี้หมด…หมด…หมด…
หมดขึ้นมาเรื่อย หมดขึ้นมาเรื่อย อยู่…ตรงนี้
อยู่ตรงนี้ ยังมีอีกนิดๆ เราก็พิจารณาอยู่…
ยังไม่หมดนี่ พิจารณาค้นอยู่…อย่างนั้นตลอด

พอพิจารณาตรงนี้ มันดับหมดแล้ว…
เราก็หยุดความคิด คือเรียกว่า…หยุดความค้น ลองวางปั๊บ แหม!…มันขาดเชียว
การขาดครั้งนี้ ไม่เหมือนการขาดลงอย่างที่ผ่านๆ มา

พอจิตวางปั๊บ…จิต มีอิสรภาพอย่างสูงสุด
ปล่อยวาง…สังขารโลก
คว่ำวัฏจักร วัฏจิต แหวกอวิชชา และโมหะ
อันเป็นประดุจตาข่าย ด้วยการฮุกหมัดเด็ด
คือวิปัสสนาญาณ เข้าปลายคาง
“อวิชชา” ถึงตายไม่มี…วันฟื้น

พระพุทธเจ้าพระองค์อยู่ที่ใด
ทราบได้อย่างประจักษ์ใจ คำว่า เป็นหนึ่ง นั้น… ไม่มีความหมายใด จะอธิบายต่อได้อีก
“ภพ” “ชาติ” ที่หมุนวนมา ตั้งกัปตั้งกัลป์นั้น
เป็นความโง่ ที่ไม่อาจให้อภัยได้

ชาติ สังขาร อยู่…ที่ใด
ใจ…ไม่เกี่ยวเกาะ สิ่งที่จิตเคยเกี่ยวเกาะ
ถูกลบด้วยธรรมชาติ ที่เป็นหนึ่ง…นั้น
จะว่าบริสุทธิ์ ก็พอจะคาดเดาได้ แต่ธรรมชาติ
อันนี้หยั่งลึกเกินอธิบาย เป็น”อจินไตย”
สำหรับปุถุชน ไม่ควรถามคิดให้ปวดหัว

ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
ไม่มี…ช่องทางให้อวิชชาเดิน ถูกปิดด้วย
มหาสติ มหาปัญญา วิปัสสนาญาณ ตีตะล่อม
เข้าภายใน หักล้างอวิชชา อันเป็นตัวการ
จิต…ปล่อยจิต เป็นธรรมอันเดียว
เป็นธาตุที่บริสุทธิ์ เป็นมหัศจรรย์
ยิ่งกว่า…ความมหัศจรรย์ทางสมาธิปัญญาใด
ที่เคยผ่านมา.”

หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท
วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม อำเภอสามโคก
จังหวัดปทุมธานี

ไม่มีความสำเร็จอันใดจะได้มาโดยไม่มีการเสียสละ

ความสำเร็จของเราแต่ละคน ไม่ได้เกิดมาจากเราคนเดียว

เริ่มต้นที่พ่อแม่ เลี้ยงดูเรามา

สถาบันการศึกษาที่รัฐจัดสรรงบสนับสนุน
ซึ่งงบรัฐมาจากภาษีอากรของคนทั้งประเทศ

เราเข้าทำงาน เพราะบริษัทให้โอกาสเรา
เราทำงานสำคัญเพราะหัวหน้าให้โอกาสเรา

เรามีประสบการณ์ จากการลองผิด บนค่าใช้จ่ายของบริษัท
ทำให้เราเก่งขึ้น ค่าตัวสูงขึ้น

พอเราเติบโตมีทีมงาน
งานสำเร็จก็เพราะทีมงานทุกคนในองค์กร

แต่ว่าเรามักจะคิดว่า “เราได้มาด้วยน้ำพักน้ำแรงของเราโดยลำพัง”
การคิดเช่นนั้นจึงเป็นการเห็นแก่ตัวและยึดเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง
………………………………………………
ลองเพิ่มมุมมองใหม่ดู…

บางเวลา เราก็ต้องเล่นบทผู้เสียสละบ้าง
เพื่อเปิดโอกาสให้คนอื่นได้ประสบความสำเร็จ

แสดงว่าการที่เรา สูญเสีย หรือไม่ได้มา มันก็ไม่ใช่การเสียเปล่า
มันคือการเสียสละเพื่อใครบางคนต่างหาก

ไม่มีใครเสียสละตลอดเวลา
และไม่มีใครที่จะกอบโกยได้ตลอดเวลา
เราต้องพึ่งพาซึ่งกันและกันครับ

Related posts

ความเห็นผิด

จะอยู่ในโลกนี้อีกไม่นาน

แสวงหา